อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล The Power of 4 in the Form of Learning Management in the Digital Age มาวิน โทแก้ว

 บทคัดย่อ

            อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล มีประเด็นนำเสนอ ดังนี้ 1) หลักอิทธิบาท 4 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 3) การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล และ 4) อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

            จากผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนขาดสมาธิในการรอ ความใส่ใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง โดยเฉพาะในห่วงเวลาที่ต้องเรียนออนไลน์ หากผู้เรียนไม่ได้รับการดูแลจากผู้ปกครองก็อาจทำให้ผู้เรียนใช้เวลากับเรื่องอื่นมากเกินความจำเป็น

            ดังนั้น การประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 มาใช้จัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การสร้างความพอใจ (ฉันทะ) ให้เกิดกับผู้เรียน หลักจากนั้น ขั้นที่ 2 ขั้นสร้างความเพียร (วิริยะ) เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิด ขั้นที่ 3 ขั้น คิด การวิเคราะห์ แยกแยะ (จิตตะ) คิดเป็น หาความจริงได้ แยก สิ่งที่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม และขั้นที่ 4 ขั้นไตร่ตรองตนเอง โดยทบทวนสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดและนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในชีวิต เป็นต้น

คำสำคัญ: อิทธิบาท 4; การจัดการเรียนรู้; ยุคดิจิทัล 

Abstract

            The power of 4 (Iddhipāda 4) in the form of learning management in the digital age has the following issues: 1) Iddhipāda 4 principles; 2) learning management formats; 3) learning management for learners in the digital age; and 4) Iddhipāda 4 principles in the form of learning management in the digital age.

            From the study, it was found that learning management in the digital age consists of rapid change, lack of concentration and attention, and academic achievement decreases, especially in online studying. If learners are not supervised by their parents, it may cause them to spend more time on other matters than necessary.

            Therefore, the application of the 4 principles of Iddhipāda in learning management in the digital age to create maximum benefit in learning consists of 4 steps: Step 1: creating satisfaction (chanda) for the students Step 2, creating perseverance (viriya): It is the duty of the teacher to organize a teaching and learning environment that enhances students’ development. Step 3: thinking, analyzing, and discerning (chitta) the ability to think, find the truth, and separate things according to human principles. Step 4: self-reflection-reviewing all the things learned and analyzing them for application in life, etc.

Keywords: The power of 4 (Iddhipāda 4), learning management, digital age 

บทนำ

            ในปัจจุบันสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายจากยุค 2.0 - 4.0 ของประเทศไทยและกำลังเข้ายุคดิจิทัลที่มาจากความทันสมัย และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของสภาพสังคมที่ผสานวัฒนธรรมผลมาจากการสื่อสารที่ไร้พรมแดนในแนวทางโลกาภิวัตน์ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านประชากร สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างสมรรถนะประชากรให้มีคุณภาพ ซึ่งการพัฒนาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้ดีขึ้น ทั้งทางด้านคุณภาพ ปริมาณ และสิ่งแวดล้อม ด้วยการวางแผนโครงการ และดำเนินงานโดยมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่ตัวของมนุษย์เอง (สนธยา พลศรี, 2547: 5) ปัจจัยในการพัฒนามนุษย์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยการศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลในสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ผ่านการฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ สังคม และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยมีความมุ่งหมายและหลักการตามมาตราที่ 6 ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ระบุว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไป เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 2-3)

            หลักอิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมแห่งความสำเร็จที่หลาย ๆ หน่วยงานนำมาปรับประยุกต์ใช้ เพื่อนำพาองค์กร หรือหน่วยงานไปสู่ความสำเร็จ กล่าวคือเมื่อผู้ปฏิบัติเกิดหรือยึดอิทธิบาท 4 ในการทำงาน งานที่กระทำอยู่หรือรับผิดชอบอยู่ก็จะบรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จ อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกันเมื่อนำหลักอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาย่อมเกิดผลดี ผลสำเร็จในการดำเนินงาน ทุกคนรู้หน้าที่ของตนเองว่าหนา้ที่ที่เรารับผิดชอบนั้นต้องทำอะไรบ้าง ดังที่มีนักวิชาการได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท พระมหาวีระชาติ โปธา (2561 : 64 - 65) กล่าวไว้ว่า ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในการเรียนรู้ การพัฒนาจิตใจ หน้าที่และการงาน การเรียนรู้ ต้องดูแลการเรียนให้ดี วิริยะ ความเพียรพยายามในการเรียนการพัฒนาจิตใจและการทำงาน ขยัน หมั่นเพียรกับงาน คือ ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายรวมทั้งหมั่น ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีความรับผิดชอบสูง จิตตะ ความเอาใจใส่ที่จะรับผิดชอบงาน ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีจิตใจหรือสมาธิจดจ่อกับงานที่ทำรวมไปถึงมีความรอบคอบและรับผิดชอบในงานที่ทำอย่างเต็มสติกำลัง และวิมังสา การพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรอง คือ การพินิจพิเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานต้องใช้ปัญญาในการตรวจสอบงาน รวมไปถึงมีความเขา้ใจในงานอย่างลึกซึ่งทั้งในแง่ขั้นตอนและผลสำเร็จผลสัมฤทธิ์ของงาน พร้อมปรับปรุงอยู่เสมอ (อาทิตยา จุฬาเสรี กุล และพระครูสุธีวรสาร, 2559: 49)
            จากเหตุผลข้างต้นจะเห็นได้ว่า อิทธิบาท 4 มีจุดเริ่มต้นจาก แรงจูงใจของผู้ต้องการสำเร็จ ในบทความนี้หมายถึงผู้เรียนที่เรียกว่า ฉันทะ เมื่อเกิดแรงจูงใจอยากที่จะสำเร็จ ผู้เรียนต้องลงมือค้นคว้า ปฏิบัติ ทดลองเองด้วยความเพียรที่เรียกว่า วิริยะ สิ่งสำคัญของความสำเร็จต้องมีความสม่ำเสมอทำต่อเนื่องเป็นระยะยาว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากในยุคสมัครนี้เพราะมีสื่อที่ดึงดูดใจมากมายมุ่งทำให้สิ่งที่ปรารถนาไม่สำเร็จ และสุดท้ายต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดโดยการประเมินตนเองจากงานที่ทำ และผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นว่าบรรลุจุดมุ่งหมายที่นักเรียนตั้งไว้หรือไม่
            ดังนั้นบทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและตัวอย่างในใช้หลักธรรมอิทธิบาท 4 ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล โดยเนื้อหาสาระของบทความฯนี้ประกอบด้วย บทนำ หลักอิทธิบาท 4 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล บทสรุปและข้อเสนอแนะ 

1. หลักอิทธิบาท 4

            จากการทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) เกี่ยวกับหลักอิทธิบาท 4 พบว่ามีการนิยามหรือให้ความหมายจากนักวิชาการศึกษา และหน่วยงานการศึกษาของไทยไว้ต่างกัน โดยสรุปเป็นตารางของความหมายของหลักสูตรท้องถิ่น ได้ดังตารางที่ 1 

 

ลำดับ

 

นิยามหรือความหมาย

หน่วยงานหรือนักวิชา การศึกษาที่กำหนดนิยาม

1

อิทธิบาท 4 หมายถึง เป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องมือ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ หรือองค์กรที่ปฏิบัติงาน โดยมีฉันทะ คือความพอใจ วิริยะ คือความพากเพียร ความพยายามไม่ย่อท้อ จิตตะ คือความเอาใจจดจ่อในสิ่งที่ทรงทำ เพราะฉะนั้นท่านจึงทำได้และวิมังสา ทำงานแล้วไม่ทิ้ง คอยตรวจสอบ ทบทวน ไตร่ตรอง พิจารณาเมื่อนําหลักธรรมอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้กับชีวิตย่อมส่งผลต่อความเสร็จในตนเองที่หวังไว้ และองค์กรย่อมประสบผลเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

พระเจริญ บุญทศ, ลัดดาวัลย์ คงทอง (2563: 40)

2

อิทธิบาท หมายถึง ธรรมที่ถึงอิทธิ (ฤทธิ์ ) หรือความสำเร็จ หรือธรรมที่เป็นเหตุแห่งความสำเร็จหรือแปลง่าย ๆ ว่าทางแห่งความสำเร็จ 4 อย่างเป็นคุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ แห่งผลที่มุ่งหมาย 1) ฉันทะ (will; aspiration) คือ ความพอใจ ความต้องการที่จะทำใฝ่ใจรักจะทำ สิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่ง ๆ ขึ้นไป 2) วิริยะ (energy; effort; exertion) คือ ความเพียรขยัน หมั่น ประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย 3) จิตตะ (thoughtfulness; active thought) คือ ความคิด ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป 4) วิมังสา (investigation; examination; reasoning; testing) หรือ ความไตร่ตรอง ทดลอง หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและ ตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่นั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้น วิธีแก้ไขปรับปรุง โดยสรุปคือ มีใจรัก พากเพียรทำ เอาใจฝักใฝ่ และใช้ปัญญาสอบสวนทั้งหมดนับเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคล ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการสมาธิเหล่านี้จะเกิดมีควบคู่ไปด้วยกันกับความเพียรเรียกว่า ปธานสังขาร ซึ่งแปลว่า สังขารที่เป็นตัว ความเพียรหรือความเพียร ที่เป็นเครื่องปรุงแต่ง แปลง่าย ๆ ความเพียรที่เป็นแรงสร้างสรรค์ หรือความเพียรสร้างสรรค์

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตฺโต. 2553 : 160)

3

อิทธิบาท 4 คือแนวทางในการปฏิบัติดีที่สุดซึ่งประกอบด้วย 1. ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น 2. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น 3. จิตตะ ความเอาใจใส่ ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น 4. วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น หลักธรรมทั้ง 4 นี้จะสามารถบริหารองค์กรนั้นๆ ไปสู่ผลสำเร็จได้เนื่องด้วย การพอใจในสิ่งที่ตนมีจะสามารถประมาณตนเองได้หากเรามีความพากเพียรในสิ่งที่จะทำไม่ว่าจะยากแค่ไหนจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้การเอาใจใส่ในการทำงานจะเพิ่มความรอบครอบและลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้และการสอดส่องในเหตุผลนั้นคือการแสวงหาผลประโยชน์ที่เป็นจุดประสงค์

พระปลัดธนา ชินทตฺโต (ชินทนาม) (2560:45)

4

อิทธิบาท 4 หมายถึง หลักธรรมที่ปฏิบัติเพื่อเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานต่าง ๆ ตามที่มุ่งหวังไว้ซึ่งประกอบด้วยฉันทะ (ความพอใจ) วิริยะ (ความเพียร) จิตตะ (ความคิด) และวิมังสา (ความไตร่ตรอง)

พระรุ่งตะวัน สํวโร (เกษสว่าง) (2561:)

5

อิทธิบาท 4 หมายถึง หลักธรรมที่นำ ไปสู่ความสำเร็จทั้งในด้านการเรียนและการงานอื่น ๆ ให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตนเองตั้งเป้าหมายเอาไว้ ซึ่งมี 4 อย่าง คือ ฉันทะ ความรักความพอใจในหน้าที่การงานการเรียน วิริยะ คือ มีความขยั่นหมั่นเพียรพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายนั้นให้เสร็จสมบูรณ์ถูกต้องและทันเวลา จิตตะ คือ เอาใจใส่ในหน้าที่ มีจิตจดจ่ออยู่กับหน้าที่ที่ทำ ไม่คิดฟุ้งซ่านอันเป็นบ่อเกิดให้ทำงานผิดพลาดได้ง่าย และวิมังสา คือ คอยตรวจสอบหาส่วนที่ผิดพลาด แล้วนำมาแก้ไขด้วยสติปัญญาของตน

พระบุญกอง แก้วมะนีวงศ์ (2560:33)

6

อิทธิบาท” ซึ่งหลักอิทธิบาท ประกอบ ด้วยหลักธรรม 4 ประการ ถือเป็นคำสอนที่มุ่งเน้นให้การปฏิบัติงานอยู่บนฐานแห่ง ความสำเร็จตามประสงค์เป็นคำสอนที่เน้นให้การปฏิบัติงานอยู่บนฐานแห่งความสำเร็จตามประสงค์ เป็นหลักคำสอนที่เน้น ความสำเร็จของงานเป็นที่ตั้งที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน ความหมายอีกนัยหนึ่งของหลักอิทธิบาท 4 คือ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ประกอบด้วย 1) ฉันทะ ความพอใจคือ ต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักที่จะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอและปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป 2) วิริยะ ความเพียรคือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความ พยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระ ไม่ท้อถอย 3) จิตตะ ความคิดมุ่งมั่นคือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิดเอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ 4) วิมังสา ความไตร่ตรองหรือทดลองคือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณา ใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้นมีการวางแผน วัดผล คิดค้น วิธีแก้ไขปรับปรุง หากนำคำสอน ของหลักอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงานก็จะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) (อ้างอิงใน พระอุทัย จารุธมฺโม (แก่นจำปา), 2566: 44)

7

อิทธิบาท 4 หมายถึง หลักปฏิบัติที่ทำให้ประสบ กับความสำเร็จในการทำการต่าง ๆ สามารถช่วยให้เอาชนะปัญหาอุปสรรคในหน้าที่การงาน หรือการ เรียนได้ เมื่อคนเรามีความรักในหน้าที่ของตนเองก็จะมีความขยันอดทนต่อหน้าที่การงาน มีความเข้าใจในหน้าที่ของตนเอง และสามารถพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้

ปัทญภัจช พรมเสนา(2564:28)

 

จากนิยามหรือความหมายหลักอิทธิบาท 4 ที่หน่วยงานหรือนักวิชาการศึกษาที่กำหนดนิยามได้ให้ความหมายไว้ สามารถสรุปเป็นความหมายในทัศนคติของผู้เขียนได้ดังนี้

            อิทธิบาท 4 หมายถึง ธรรมที่ถึงอิทธิ (ฤทธิ์ ) เครื่องมือที่ปฏิบัติเพื่อเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน การเรียน เมื่อนําหลักธรรมอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้กับชีวิตย่อมส่งผลต่อความเสร็จในตนเองที่หวังไว้ และองค์กรย่อมประสบผลเสร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 4 ประการ ประกอบด้วย 1) ฉันทะ (will; aspiration) คือ ความพอใจ 2) วิริยะ (energy; effort; exertion) คือ ความเพียรขยัน 3) จิตตะ (thoughtfulness; active thought) คือ ความคิด 4) วิมังสา (investigation; examination; reasoning; testing) หรือ ความไตร่ตรอง ทดลอง หากคนเรามีความรักในหน้าที่ของตนเองก็จะมีความขยันอดทนต่อหน้าที่การงาน มีความเข้าใจในหน้าที่ของตนเอง และสามารถพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้ 

2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้

            เทคนิค และรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางในการสอนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนเนื่องจากการจัดการเรียนรู้ เป็นองค์ประกอบในการสร้างบรรยากาศการเรียนในห้องเรียน ทั้งแบบ on-site and online เพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ ซึ่งในความหมายดังกล่าวได้มีนักวิชาการศึกษาหลายท่านได้เสนอความหมาย ดังนี้          

 

ลำดับ

 

นิยามหรือความหมาย

หน่วยงานหรือนักวิชา การศึกษาที่กำหนดนิยาม

1

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ได้มีการออกแบบขึ้นเพื่อให้เกิดผลการเรียนรู้ที่ต้องการ

Anderson, T. P. (1997, p. 521)

2

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เปรียบเสมือน พิมพ์เขียวที่ประกอบด้วยขั้นตอนการสอนหลัก ๆ เป็นตัวนำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ การจัดการเรียน การสอนต้องเรียงตามลำดับขั้นตอนที่มีการเสนอไว้ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แต่ละรูปแบบมี ความแตกต่างกัน และจะตอบสนองจุดมุ่งหมายเฉพาะที่แตกต่างกันด้วยเช่นกัน

Arends, R. I. (1999, p. 144)

3

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า เป็นแนวคิด ด้านการสอน ซึ่งมักได้มาจากทฤษฎีการศึกษาและมีการกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียน ควรเรียน และวิธีการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แต่ละแบบจะมีจุดอ่อนและจุดแข็งแตกต่างกัน และไม่มีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ใดดีที่สุด

Duke, Daniel, L. (2004, p. 32)

4

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนหรือรูปแบบเพื่อใช้ในการจัดการ เรียนรู้ในชั่วโมงเรียนหรือสอนเสริมนอกชั่วโมงเรียน หรือเพื่อจัดสื่อการเรียนรู้เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และหลักสูตรในรายวิชาต่าง ๆ ที่สอน ซึ่งในแต่ละแผนหรือรูปแบบจะมีแนวทาง ในการจัดการเรียนรู้ว่าครูต้องมีการเตรียมการจัดการเรียนรู้อย่างไร มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และมี การวัดผลประเมินผลอย่างไร เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ครูผู้สอนกำหนดไว้

Joyce and Weil (2004:2) และ Joyce and Showers

5

รูปแบบการเรียนรู้หรือรูปแบบ การเรียนการสอน (Teaching/ Instructional Model) คือ สภาพลักษณะของการเรียนการสอนที่ ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งได้รับการจัดไว้อย่างเป็นระบบ ตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการ แนวคิดหรือความเชื่อต่าง ๆ โดยประกอบด้วยกระบวนการหรือขั้นตอนสำคัญในการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีสอนและเทคนิคการสอนต่าง ๆ ที่สามารถช่วยให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตาม ทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดที่ยึดถือรูปแบบจะต้องได้รับการพิสูจน์ ทดสอบ หรือยอมรับว่ามี ประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะของรูปแบบ นั้น ๆ

ทิศนา แขมมณี (2553, หน้า 220-222)

6

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ไว้ว่าคือ แบบแผนการดำเนินการสอนที่จัดเป็นระบบมีความสอดคล้องกับ ทฤษฎีหรือหลักการเรียนรู้ได้มีการพิสูจน์หรือทดสอบแล้วว่ามีประสิทธิภาพสามารถช่วยให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ได้

ชนาธิป พรสกุล (2554: 122)

7

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แบบหรือแผนการดำเนินการสอนที่ได้รับการจัดเป็นระบบอย่างสัมพันธ์สอดคล้องกับทฤษฎี หลักการเรียนรู้หรือการสอนที่รูปแบบนั้นยึดถือ และได้รับการพิสูจน์ทดสอบว่ามีประสิทธิภาพ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมายของเฉพาะของรูปแบบนั้น

วลิดา อุ่นเรือน (2563: 17)

 

            จากนิยามหรือความหมายรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่หน่วยงานหรือนักวิชาการศึกษาที่กำหนดนิยามได้ให้ความหมายไว้ สามารถสรุปเป็นความหมายในทัศนคติของผู้เขียนได้ดังนี้
            ขึ้นเพื่อให้เกิดผลการเรียนรู้ที่ต้องการ
            รูปแบบการจัดการเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ได้มีการออกแบบขึ้นอย่างมีขั้นตอน เปรียบเสมือน พิมพ์เขียวที่ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ได้แก่ ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป ซึ่งมักได้มาจากทฤษฎีการศึกษาและมีการกำหนดข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เรียน ควรเรียน และวิธีการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แต่ละแบบจะมีจุดอ่อนและจุดแข็งแตกต่างกัน ที่สามารถช่วยให้สภาพการเรียนการสอนนั้นเป็นไปตาม ทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดที่ยึดถือรูปแบบจะต้องได้รับการพิสูจน์ ทดสอบ หรือยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ สามารถใช้เป็นแบบแผนในการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะของรูปแบบ นั้น ๆ 

3. การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล

            การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์ทั้งทางตรง (จากการพบเห็นหรือค้นพบด้วยตนเองจากสถานการณ์จริง) และทางอ้อม (จากตำรา และการสอนจากครู) ทั้งที่เกิดจากความบังเอิญ และจงใจ ซึ่งในปัจจุบัน (ยุคดิจิทัล) ความรู้มีอยู่มากมายที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าแต่ก่อนที่อะไร ๆ ก็ต้องรอแต่ครูเป็นผู้สอนและบอกกล่าว แต่นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะดีที่สุดเพราะหากบุคคลขาดทักษะการเรียนรู้และการคิดวิเคราะห์ถึงเหตุและผลที่ตามมาก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องจักรที่รอแต่จะให้มีคนงานป้อนคำสั่ง ซึ่งการเรียนรู้ตามหลักจิตวิทยา เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝน หรือการมีประสบการณ์ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ (ธนศักดิ์ อัศวจุฬามณี, 2552) ได้แก่ ความเหน็ดเหนื่อย ผลจากการกินยา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเนื่องมาจากวุฒิภาวะ เป็นต้น (จิราภา เต็งไตรรัตน์, 2554, หน้า 37)

            อย่างไรก็ตามการเรียนรู้จำเป็นต้องเกิดให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (บลูม (Bloom) อ้างใน ลักขณา สิริวัฒน์, 2557, หน้า 152)

            1. ด้านพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) เป็นความสามารถทางสมองครอบคลุมพฤติกรรม ประเภทความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และประเมินผล

            2. ด้านเจตพิสัย (Affective Domain) เป็นการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ครอบคลุมพฤติกรรมประเภทความรู้สึก ความสนใจ ทัศนคติ การประเมินค่าและค่านิยม

            3. ด้านทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) เป็นความสามารถด้านปฏิบัติการครอบคลุมพฤติกรรมประเภทการเคลื่อนไหว การกระทำ การปฏิบัติงาน การมีทักษะ และความชำนาญ

            โดยจะเน้นทักษะการเรียนรู้ขั้นที่สูงขึ้น (higher order learning skills) โดยเฉพาะทักษะการประเมินค่า (evaluating skills) จะถูกแทนที่โดยทักษะการนำเอาความรู้ใหม่ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ (ability to use new knowledge in a creative way) ในอดีตที่ผ่านมา นักเรียนไปโรงเรียนเพื่อใช้เวลาในการเรียนรายวิชาต่าง ๆ เพื่อรับเกรด และเพื่อให้จบการศึกษา แต่ในปัจจุบันจะพบปรากฏการณ์ใหม่ที่แตกต่างไป เช่น การเรียนการสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้เตรียมตัวเพื่อใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริง (life in the real world) เน้นการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning) ด้วยวิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น (flexible in how we teach) มีการกระตุ้นและจูงใจให้ผู้เรียนมีความเป็นคนเจ้าคิดเจ้าปัญญา (resourceful) ที่ยังคงแสวงหาการเรียนรู้แม้จะจบการศึกษาออกไป (สถาบันวิจัยการเรียนรู้, 2561, หน้า 154)

            Jules (2008) นักการศึกษาชาวแคนาดาได้ อธิบายลักษณะของผู้เรียนในยุคดิจิทัลที่เป็นผลจากวิถีการเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยี และอุปกรณ์ดิจิทัลตั้งแต่วัยเด็กไว้ว่า ผู้เรียนจะใช้ความจำเกี่ยวกับภาพ (Visual Memory) และการประมวลผลข้อมูลจากภาพได้ดีกว่าข้อความตัวหนังสือ สามารถแยกแยะข้อมูลภาพ และเสียงได้ดีกว่าคนยุคก่อนชอบมองภาพที่มีสีสันสดใสที่กระตุ้นให้เกิดความสนใจ มากกว่าสีมืด ๆ ทึม โดยลักษณะการกวาดสายตาของผู้เรียนในยุคนี้เมื่อหาข้อมูลบนหน้าจอมอนิเตอร์จะแตกต่างไปจากลักษณะการกวาด สายตาในการอ่านหนังสือ ดังนี้

            1. ลักษณะการกวาดสายตารูปแบบอักษร Z (Z pattern) เป็นลักษณะการกวาดสายตาในการอ่าน หนังสือของเด็ก หรือผู้เรียนจะกวาดสายตาจากด้านซ้ายไปด้านขวา และจากบนลงล่าง ในลักษณะคล้ายตัวอักษร z

            2. ลักษณะการกวาดสายตารูปแบบอักษร F (F pattern) เป็นลักษณะการกวาดสายตาที่ผู้เรียนในยุค ดิจิทัลให้ลมองหน้าจอมอนิเตอร์ ผู้เรียนจะกวาดสายตาแบบสแกนจากบนลงล่าง เมื่อเจอสิ่งที่สนใจจึงสแกนจาก ซ้ายไปขวา เป็นการมองแบบสแกนหาข้อมูลแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมด มีลักษณะคล้ายอักษร F

            Jukes and Others (2010) ยังได้นำเสนอลักษณะของผู้เรียนในยุคดิจิทัล และสะท้อนให้เห็นความ แตกต่างระหว่างผู้เรียนในยุคดิจิทัลและครูหรือนักการศึกษาในยุคดิจิทัล ดังนี้

            1. ผู้เรียนในยุคดิจิทัลสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศจากสื่อได้หลากหลายช่องทางอย่ารวดเร็ว แต่ครูหรือนักการศึกษาสามารถเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้ช้าและค่อนข้างจำกัดในเรื่องช่องทางที่สามารถเข้าถึงสารสนเทศ เหล่านั้นได้

            2. ผู้เรียนในยุคดิจิทัลสามารถเรียนรู้ หรือทำงานได้หลายรูปแบบและมีความหลากหลายมิติใน ขณะเดียวกัน แต่ครูหรือนักการศึกษายังคงทำงานหรือใช้งานกับผู้เรียนทีละงานหรือเป็นลำดับขั้น และไม่ หลากหลายมิติ

            3. ผู้เรียนในยุคดิจิทัลชื่นชอบการเข้าถึงหรือเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศที่มีความหลากหลายมิติอย่างสุ่ม แค่ครูการศึกษายังคงให้พวกเขาเรียนรู้หรือจัดสารสนเทศให้เรียนรู้แบบเป็นเส้นตรงไม่ซับซ้อนและไม่หลากหลาย มิติ เป็นตรรกะ และเป็นลำดับทีละขั้นตอน

            4. ผู้เรียนในยุคดิจิทัลมักจะเลือกเรียนเท่าที่อยากรู้ แค่ครูหรือนักการศึกษา มักจะสอนในสิ่งที่ควรรู้ 5. ผู้เรียนในยุคดิจิทัลต้องการการให้คำชม การแสดงความพึงพอใจหรือการให้รางวัลอย่างรวดเร็วหรือ ทันทีทันใด แต่ครูหรือนักการศึกษาส่วนมากยังคงให้คำชมหรือรางวัลในภายหลังหรือล่าช้า

            สำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เป็นการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน โดยสรุปได้ดังนี้ (สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้, 2563: 22-23)

        1. การรับส่งข้อมูลด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G เป็นประโยชน์ต่อการส่งข้อมูลสำหรับผู้เรียนหรือสื่อการเรียนการสอน
        2. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) คือ เครื่องจักร หรือ โปรแกรมที่มีฟังก์ชันในการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่สามารถนำมาแก้ปัญหาต่าง ๆ ลดต้นทุนการผลิต ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และระบบการเรียนการสอน
         3. การเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานระบบจักรกลต่าง ๆ หรือคอมพิวเตอร์ เป็นการสร้างให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
        4. แอปพลิเคชันช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียน ผู้ที่สนใจเรียนเรื่องต่าง ๆ ทั่วไป การประยุกต์ใช้ของครูผู้สอน สามารถนำมาเป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนได้ เพื่อให้ผู้เรียนทันกับข้อมูลต่าง ๆ ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง
        5. บทเรียนออนไลน์ (MOOC) เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญต่อครู และผู้เรียน เนื่องจากสามารถเข้าเรียนได้ตลอดเวลา และยังมีการวัดผลประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบถึงความสามารถของตนเอง และนำผลนั้นไปพัฒนาตนเองต่อไป
         6. สื่อสังคมออนไลน์ เป็นแหล่งข้อมูลที่มีมากมายผู้เข้าใช้ต้องมีทักษะในการคิดวิเคราะห์และหาความจริงจากแหล่งข้อมูลนั้น เนื่องจากสังคมออนไลน์เป็นการกระจายข้อมูลแบบความคิดเห็นส่วนบุคคล
         7. VR และ AR เป็นเทคโนโลยีที่นำเราเข้าไปอยู่โลกของคอมพิวเตอร์ และนำโลกของคอมพิวเตอร์ออกมาอยู่ในโลกเสมือน ครู และผู้เรียนสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างสมจริงมากขึ้น หากจำเป็นต้องนำสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงออกมา

            ทักษะความสามารถสำหรับการรู้ดิจิทัลนั้น สามารถแบ่งเป็น 4 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ ใช้ (Use) เข้าใจ (Understand) สร้าง (Create) และ เข้าถึง (Access) เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ออนไลน์) โดย "การรู้ดิจิทัล" คือ ความหลากหลายของทักษะที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ซึ่งทักษะเหล่านั้นอยู่ภายใต้ การ รู้สื่อ (Media literacy) การรู้เทคโนโลยี (Technology literacy) การรู้สารสนเทศ (Information literacy) การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น (Visual literacy) การรู้การสื่อสาร (Communication literacy) และการรู้สังคม (Social literacy) โดยมีรายละเอียดดังนี้ (Digital Literacy, 2566: ออนไลน์)

            1. การรู้สื่อ (Media Literacy) สะท้อนความสามารถของผู้เรียนเกี่ยวกับการเข้าถึง การวิเคราะห์ และการผลิตสื่อผ่าน ความเข้าใจและการตระหนักเกี่ยวกับ 1) ศิลปะ ความหมาย และการส่งข้อความในรูปแบบต่างๆ 2) ผลกระทบ และอิทธิพลของสื่อมวลชนและวัฒนธรรมที่เป็นที่นิยม 3) สื่อข้อความถูกสร้างขึ้นอย่างไรและทำไมถึงถูกผลิตขึ้น และ 4) สื่อสามารถใช้ในการสื่อสารความคิดของเราเองได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

            2. การรู้เทคโนโลยี (Technology literacy) ความชำนาญในเทคโนโลยีส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับความรู้ดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมจากทักษะ คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐานสู่ทักษะที่ซับซ้อนมากขึ้นเช่นการแก้ไขภาพยนตร์ดิจิทัลหรือการเขียนรหัสคอมพิวเตอร์

            3. การรู้สารสนเทศ (Information literacy) การรู้สารสนเทศเป็นอีกสิ่งที่สำคัญของการรู้ดิจิทัลซึ่งครอบคลุมความสามารถในการประเมินว่า สารสนเทศใดที่ผู้เรียนต้องการ การรู้วิธีการที่จะค้นหาสารสนเทศที่ต้องการออนไลน์ และการรู้การประเมินและ การใช้สารสนเทศที่สืบค้นได้ การรู้สารสนเทศถูกพัฒนาเพื่อการใช้ห้องสมุด มันยังสามารถเข้าได้ดีกับยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นยุคที่มีข้อมูลสารสนเทศออนไลน์มหาศาลซึ่งไม่ได้มีการกรอง ดังนั้นการรู้วิธีการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับ แหล่งที่มาและเนื้อหานับเป็นสิ่งจำเป็น

            4. การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น (Visual literacy) การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็นสะท้อนความสามารถของของผู้เรียนเกี่ยวกับความเข้าใจ การแปล ความหมายสิ่งที่เห็น การวิเคราะห์ การเรียนรู้ การแสดงความคิดเห็น และความสามารถในการใช้สิ่งที่เห็นนั้นใน การทำงานและการดำรงชีวิตประจำวันของตนเองได้ รวมถึงการผลิตข้อความภาพไม่ว่าจะผ่านวัตถุ การกระทำ หรือสัญลักษณ์ การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้และการสื่อสารในสังคมสมัยใหม่

            5. การรู้การสื่อสาร (Communication literacy) การรู้การสื่อสารเป็นรากฐานสำหรับการคิด การจัดการ และการเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ในสังคม เครือข่าย ทุกวันนี้เด็กและเยาวชนไม่เพียงจำเป็นต้องเข้าใจการบูรณาการความรู้จากแหล่งต่างๆ เช่น เพลง วิิดีโอ ฐานข้อมูลออนไลน์ และสื่ออื่นๆ พวกเค้ายังจำเป็นต้องรู้วิธีการใช้แหล่งสารสนเทศเหล่านั้นเพื่อเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนความรู้

            6. การรู้สังคม (Social literacy) การรู้สังคม หมายถึง วัฒนธรรมแบบการมีส่วนร่วม ซึ่งถูกพัฒนาผ่านความร่วมมือและเครือข่าย เยาวชนต้องการทักษะสำหรับการทำงานภายในเครือข่ายทางสังคม เพื่อการรวบรวมความรู้ การเจรจาข้าม วัฒนธรรมที่แตกต่าง และการผสานความขัดแย้งของข้อมูล

 

4. อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

            จากการทบทวน หลักอิทธิบาท 4 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ และ การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล ผู้เขียนได้วิเคราะห์ การใช้อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล ได้ดังนี้

 

 

หลักอิทธิบาท 4

 

รูปแบบการจัดการเรียนรู้

การจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนยุคดิจิทัล

อิทธิบาท 4 ในฐานรูปแบบการจัดการเรียนรู้ยุคดิจิทัล

1) ฉันทะ

(will; aspiration)  คือ ความพอใจ

ขั้นนำ

มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนประกอบด้วย

1) การสร้างความสนใจ

2) การบอกจุดประสงค์แก่ผู้เรียน

3) การกระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงการเรียนรู้ที่มีมาก่อน

การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลในขั้นนี้ต้องอาศัย

1. อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G

2. สื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับเนื้อหา

3. VR และ AR (ถ้ามี)

4. การรู้สื่อ เข้าลึก เข้าถึง เข้าใจ

5. การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น

6. การรู้การสื่อสาร

ขั้นสร้างความพอใจ

มีกระบวนการดังนี้

1. ทดสอบความรู้เดิม

2. นำสื่อ หรือประเด็นเหตุการณ์ในสังคมออนไลน์ ให้นักเรียนดู

3. บอกจุดประสงค์การเรียนแก่ผู้เรียน ให้เกิดการรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น

4. ตระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ด้วยสื่อ

2) วิริยะ

(energy; effort; exertion) คือ ความเพียรขยัน

ขั้นสอน

มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้ดึงเอาความรู้เดิมที่เกี่ยวกับการเรียนรู้สิ่งใหม่นำออกมาใช้สร้างความรู้ ประกอบด้วย

1) การนำเสนอความรู้และสื่อการเรียนรู้

2) การนำเสนอและชี้แนะแนวทางการเรียนรู้

3) การให้ผู้เรียนปฏิบัติและฝึกฝนจากแบบฝึกหัด

4) การให้ข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียน

5) การจัดหาแหล่งข้อมูลที่เหมาะสมแก่ผู้เรียน

การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลในขั้นนี้ต้องอาศัย

1. อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G

2. การเขียนโปรแกรม (คิดอย่างเป็นขั้นตอน)

3. แอปพลิเคชันช่วยส่งเสริมการเรียนรู้

4. บทเรียนออนไลน์ (MOOC)

5. สื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับเนื้อหา

6. การรู้เทคโนโลยี

7. การรู้สารสนเทศ

8. การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น  

9. การรู้การสื่อสาร

 

ขั้นสร้างความเพียร

มีกระบวนการดังนี้

1. เสนอวิธีการแสวงหาความรู้แก่ผู้เรียน

2. ชี้แนวทาง ในการหาคำตอบ (ตามเนื้อหา) อย่างมีขั้นตอนเป็นระบบ

3. ให้ทดลอง เก็บข้อมูล ตามแบบฝึกหัด

4. ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จำลองจากสื่อผ่านโลกดิจิทัล

5. การให้ข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

3) จิตตะ (thoughtfulness ; active thought) คือ ความคิด

ขั้นสรุป

จุดมุ่งหมายในขั้นนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้สรุป และทบทวนความรู้ที่ได้รับว่าเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือไม่ขั้นนี้ประกอบด้วย

1) การรวบรวมและสังเคราะห์ สิ่งที่เรียนรู้ใหม่

2) การสังเกตความสามารถของนักเรียนในการนำความรู้ที่ได้รับจากการเรียนในบทเรียนนั้นๆมาใช่กับเหตุการณ์ใหม่ๆที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์เดิม

3) การสังเกตความสามารถของนักเรียนในการนำความรู้ต่างๆมาให้สัมพันธ์กับบทเรียนใหม่ได้

การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลในขั้นนี้ต้องอาศัย

1. สื่อสังคมออนไลน์

2. การรู้เทคโนโลยี  

3. การรู้สารสนเทศ  

4. การรู้การสื่อสาร

ขั้น คิด การวิเคราะห์ แยกแยะ

มีกระบวนการดังนี้

1. คิดได้ (ตามหลักเหตุผล)

2. วิเคราะห์เป็น หาขอเท็จจริงได้

3. แยกแยะ สิ่งที่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม

4) วิมังสา

(investigation; examination; reasoning; testing) หรือ ความไตร่ตรอง ทดลอง

ขั้นประเมินผล

จุดมุ่งหมายในขั้นนี้เพื่อให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ประกอบด้วย

1) สังเกตพฤติกรรมในการเรียน

2) สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม

3) ตรวจผลงานนักเรียน

การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลในขั้นนี้ต้องอาศัย

1. อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G

2. การเขียนโปรแกรม (คิดอย่างเป็นขั้นตอน)

3. แอปพลิเคชันช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ เ

4. สื่อสังคมออนไลน์  5. การรู้สื่อ

6. การรู้เทคโนโลยี  7. การรู้สารสนเทศ  

8. การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น  9. การรู้การสื่อสาร

ขั้นไตร่ตรองตนเอง

มีกระบวนการดังนี้

1. สังเกตพฤติกรรมในการเรียน

2. สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่ม

3. ตรวจผลงานนักเรียน

4. ให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบตนเอง (ทวนสอบ)

5. ทดสอบหลังเรียน

 

 

5. บทสรุป  

            การจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้เรียนขาดสมาธิในการรอ ความใส่ใจ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลง โดยเฉพาะในห่วงเวลาที่ต้องเรียนออนไลน์ หากผู้เรียนไม่ได้รับการดูแลจากผู้ปกครองก็อาจทำให้ผู้เรียนใช้เวลากับเรื่องอื่นมากเกินความจำเป็น

            ดังนั้น การประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 มาใช้จัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การสร้างความพอใจ (ฉันทะ) ให้เกิดกับผู้เรียน หลักจากนั้น ขั้นที่ 2 ขั้นสร้างความเพียร (วิริยะ) เป็นหน้าที่ของครูที่ต้องจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิด ขั้นที่ 3 ขั้น คิด การวิเคราะห์ แยกแยะ (จิตตะ) คิดเป็น หาความจริงได้ แยก สิ่งที่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม และขั้นที่ 4  ขั้นไตร่ตรองตนเอง โดยทบทวนสิ่งที่เรียนมาทั้งหมดและนำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในชีวิต เป็นต้น

 

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..  2542 และที่แกไขเพิ่มเติม, (ฉบับที่ 2) .. 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

จิราภา  เต็งไตรรัตน์. (2554). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมศาสตร์.

ชนาธิป พรสกุล. (2554). การสอนกระบวนการคิดทฤษฎีและการนำไปใช้. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬามหาวิทยาลัย.

ทิศนา แขมมณี. (2553). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 12). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธนศักดิ์  อัศวจุฬามณี. จิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of Learning). กรุงเทพมหานคร: เอสอาร์พริ้นติ้ง, 2552.

ปัทญภัจช พรมเสนา. (2564). การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 กับวิสาหกิจชุมชนไม้ปาร์เก้ ตำบลเวียงทอง อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่. พระนครศรีอยุธยา:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. รายงานวิจัย.

พระเจริญ บุญทศ, ลัดดาวัลย์ คงทอง. (2563). การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนาของนักเรียน โรงเรียนมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดงาน กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เขตกลุ่ม 3. พระนครศรีอยุธยา: โรงเรียนมหาวิชราลงกรณราชวิทยาลัย. รายงานวิจัย.

พระบุญกอง แก้วมะนีวงศ์. (2560).การเสริมสร้างจิตสาธารณะตามหลักอิทธิบาท 4 ของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่7  โรงเรียนมัธยมตอนปลายบ้านมะนีลาด เมืองไชยบุลี แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. วารสารบัณฑิตศึกษา ปีที่ 14 ฉบับที่ 67: 19-28.

พระปลัดธนา ชินทตฺโต (ชินทนาม). (2560). แนวทางการบริหารงานวิชาการตามหลักอิทธิบาท 4ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 6. วารสารฉบับภาษาอังกฤษ รูปแบบการพัฒนาการเรียนรู้ ปีที่ 7 ฉบับที่ 3: 198-209.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2556). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 24. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.

พระรุ่งตะวัน สํวโร (เกษสว่าง). (2561). การประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 กับการบริหารงานของผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลตำบลกุดจับ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี. พระนครศรีอยุธยา:มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. รายงานวิจัย.

พระอุทัย จารุธมฺโม (แก่นจำปา). (2566). แนวทางการพัฒนาสมรรถนะการบริหารงานตามหลักอิทธิบาท 4 ขององค์การบริหาร ส่วนตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุร. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีปีที่ 13 ฉบับที่ 1: 42-51.

ลักขณา  สิริวัฒน์. (2557). จิตวิทยาสำหรับครู. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.

วลิดา อุ่นเรือน. (2563).การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยการปฏิสัมพันธ์ ทางสังคมร่วมกับแนวคิดการเรียนรู้ตามสภาพจริง เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจัดการ เรียนรู้ที่เน้นความแตกต่างระหว่างบุคคลสำหรับนักศึกษาครู. พิษณุโลก: มหาวิทยาลัยนเรศวร. รายงานวิจัย.

สถาบันวิจัยการเรียนรู้. (2561). การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. ออนไลน์. แหล่งที่มา: http://lripsm. wixsite.com /21st /about_us.

สนธยา  พลศรี. (2547). ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.). (2561). การรู้ดิจิทัล (Digital literacy). สืบค้น เมื่อ 21 มีนาคม 2561 จาก https://goo.gl/S3WddE.

Aksorn. (2566). Digital Literacy. Retrieved September 13, 2023, from https://www. aksorn.com /digital-literacy.

Anderson, T. P. (1997). Using models of instruction. In C. R. Dills, & A. J. Romiszowski (Eds), Instructional development paradigms. Englewood Cliffs, NJ: Educational Technology Publications.

Arends, R. I. (1999). Classroom instruction and management. New York: McGraw Hill.

Duke, Daniel, L. (2004). The Challenges of Educational Change. Pearson Education, Inc.

Joyce, B. and Weil, M. , & Calhoun, E. (2004). Models of teaching. Boston: Allyn and Bacon

Juke, I. (2013). Understanding digital children. Retrieved February 15, 2013, from http://edorigami.wikispaces.com/Understanding+Digital+Children+Ian+Jukes

ความคิดเห็น